นับระยะปลอดภัย..ปลอดภัยแน่หรือ

                                                     การคุมกำเนิดด้วยการนับระยะปลอดภัย หรือที่เรียกกันว่า ” ก่อน 7 หลัง 7 ”   

การนับระยะปลอดภัย คือการคุมกำเนิด โดยการเลือก มีเพศสัมพันธ์ ในช่วงระยะเวลาที่ปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์
       
ระหว่างวัยรุ่น จนถึงวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงที่มีสภาพร่างกายปรกติ จะมีเมนส์ (Menstruation) เป็นประจำทุกเดือน รอบของการมีประจำเดือน เริ่มตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือน (วันแรกที่มีเลือดประจำเดือนไหลออกมา) นับเป็นวันที่ 1 ของรอบเดือน และจะครบรอบเดือนเมื่อมีการเริ่มไหลของประจำเดือนในเดือนถัดไป วงรอบของประจำเดือน โดยเฉลี่ย จะประมาณ 28 วัน แต่ผู้หญิงหลายคน มีระยะวงรอบที่ต่างกันไป ตั้งแต่ 20-40 วันได้ ระยะวงรอบการมีประจำเดือนที่ยาวนานมาก หรือการมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ หรือกระปริบกระปรอย ควรจะปรึกษาสูตินรีแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุ
      
โดยปกติระยะเวลามีเพศสัมพันธ์ ที่พอเหมาะในการตั้งครรภ์ จะอยู่ในช่วงระยะเวลาใกล้วันที่มีการตกไข่   ในคนปกติ วันตกไข่จะอยู่ประมาณ 14วันก่อนรอบเดือนครั้งต่อไปจะเริ่มมาวันแรก ดังนั้นในคนที่มีรอบเดือนมาสม่ำเสมอ และมีรอบเดือนรอบละประมาณ 28 วัน จะอยู่ประมาณกึ่งกลางของรอบเดือน  อย่างไรก็ดี ระยะเวลาตกไข่อาจจะคลาดเคลื่อนไปกว่านี้ได้บ้าง ทั้งเร็วกว่า และช้ากว่าประมาณ 4-5 วัน  ดังนั้นในการกำหนดระยะปลอดภัย จึงต้องเผื่อการคลาดเคลื่อนนี้ไว้ด้วย นอกจากนี้  ยังต้องเผื่ออายุของสเปิร์ม ซึ่งสามารถมีชีวิตอยู่ในช่องคลอดได้หลายวัน(มีบางรายงานพบว่าสเปิร์ม อาจมีชีวิตในช่องคลอดได้ถึง6วัน  แต่ความแข็งแรงจะลดลง)  ดังนั้นระยะ เวลาที่จะปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์ จะอยู่ในช่วง ประมาณ 7วัน ก่อนประจำเดือนจะมาวันแรก และ 7วัน หลังจาก ประจำเดือนมาวันแรกแล้ว (รวมระยะเวลาที่ประจำเดือนด้วย แต่ระยะนั้นถ้ามีเพศสัมพันธ์ อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อของมดลูก) 
   
ก่อน 7 วัน และหลัง 7 วัน นับจากวันแรกที่รอบเดือนมาเป็นวันที่ 1  การคุมกำเนิดโดยการนับวันจะใช้ได้เฉพาะคนที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอ และมีรอบเดือนยาวแต่ละรอบไม่ต่ำกว่า  28 วัน เท่านั้น  จึงจะใช้ได้ และไม่ใช่จะได้ผล  อาจจะผิดพลาดได้จากการคลาดเคลื่อน ของการตกไข่ดังกล่าว 


 สรุป  นับระยะปลอดภัย หรือ ก่อน 7 หลัง 7
          การนับ “ก่อน 7 ” คือนับล่วงหน้าก่อนมีประจำเดือนวันแรก 7 วัน และ “หลัง 7” คือนับหลังจากที่มีประจำเดือนวันแรกไป 7 วัน (นับรวมตั้งแต่วันที่ประจำเดือนมาวันแรก) วิธีนี้ใช้ได้กับผู้หญิงที่มีรอบเดือนมาสม่ำเสมอเท่านั้น เพราะคนที่รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดความผิดพลาดในการนับ และเสี่ยงต่อ การตั้งท้อง

 

 

 

Posted 22/08/2011 by phacha002 in Uncategorized

ผู้หญิงก็มีถุงยางอนามัยใช้ Female Condom(FC.)

 

FC. Female Condom –  ถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง ผลิตจากโพลี่ยูรีเทนที่มีความบางถึง 0.048 มม.และมีความทนทานกว่าถุงยางอนามัยที่ผลิตจากยางถึง 40 %  ออกแบบมาเพื่อผู้ที่แพ้ถุงยางอนามัยที่ผลิตจากยางธรรมชาติ
      ผู้คิดค้นออกแบบถุงยางอนามัยสตรีเป็นหมอสูติชาวเดนมาร์ก ต่อมาบริษัท Chartex International  ที่อังกฤษได้ผลิตออกจำหน่ายในชื่อ Femidom 
      ถุงยางอนามัยสตรี เป็นถุงโปร่งแสงทรงกระบอก ยาว 15 เซนติเมตร ปลายมน ทำจากสาร Polyurethane ปลายเปิดของถุงยางมีขอบคล้ายห่วงติดอยู่เรียกว่าขอบนอก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 
7 เซนติเมตร ภายในก้นถุงเป็นปลายตันจะมีห่วงอีกอันหนึ่งวางอยู่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.5 เซนติเมตร เรียกว่า ขอบใน ซึ่งสามารถถอดออกได้  ขอบในนี้มีประโยชน์ในการที่จะสอดใส่ถุงยางเข้าไปในช่องคลอด โดยบีบขอบในแล้วสอดเข้าไปจนสุด ซึ่งจะเข้าไปครอบอยู่บนปากมดลูก และห่วงนี้จะยึดถุงยางไว้ไม่ให้หลุดออกมา ในขณะที่ห่วงนอกที่เป็นขอบถุงจะช่วยให้ถุงยางแผ่ปิดตรงบริเวณปากช่องคลอด
 
ขั้นตอนการสวมใส่ถุงยางอนามัยสตรี
         1. ล้างมือให้สะอาด
         2. จัดท่าให้เมาะสมกับการใส่ ปกติจะใช้ท่านอนหงายชันเข่า หรือท่านั่งยองๆ 
         3. เมื่อแกะออกจากซอง ให้ตรวจดูว่าวงแหวนภายในอยู่ที่ก้นถุง 
       
 4. ใช้มือข้างที่ถนัด จับวงแหวนภายในจากภายนอกของถุงยาง ซึ่งอยู่บริเวณก้นถุงด้วยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลางบีบเข้าหากันเป็นวงรี   ขณะเดียวกันให้วางนิ้วชี้ทาบไปบนวงแหวน ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลาง เพื่อช่วยในการสอดใส่เข้าช่องคลอด โดยปล่อยปลายเปิดซึ่งติดกับวงแหวนภายนอกให้ห้อยลง
         5. ใช้นิ้วมืออีกข้างแยกปากช่องคลอดให้เปิดออก จากนั้นสอดวงแหวนภายใน ที่อยู่ในก้นถุงเข้าสู่ช่องคลอด 
        6. ใช้นิ้วชี้ของมือข้างที่ถนัด สอดผ่านปลายเปิดเข้าไปดันวงแหวนภายใน จากภายในถุงโดยตรงให้เข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
        7. เมื่อสอดใส่วงแหวนภายนอกจะอยู่ภายนอกช่องคลอด และอาจอยู่ห่างช่องคลอด ประมาณ 1 นิ้ว เมื่อมีการร่วมเพศ ช่องคลอดจะยืดขยายตัวทำให้ส่วนของถุงที่ยื่นออกมาหดสั้นลง จนวงแหวนภายนอกชิดกับปากช่องคลอดได้ 

       8. ขณะสอดอวัยวะเพศชายเข้าช่องคลอด หญิงอาจช่วยโดยใช้มือจับวงแหวนภายนอกให้ชิดกับปากช่องคลอด เพื่อป้องการสอดเข้าด้านข้างของถุงยาง
       9. หลังการร่วมเพศ ให้เอาถุงยางอนามัยสตรีออกจากช่องคลอด ก่อนลุกนั่งหรือยืน โดยหมุนวงแหวนภายนอกเพื่อไม่ให้น้ำอสุจิไหลออกจากปลายเปิด จากนั้นจึงค่อยดึงออกจากช่องคลอดอย่างนุ่มนวล ตรวจดูสภาพว่าไม่ชำรุด จากนั้นก็ห่อกระดาษแล้วนำไปทิ้งถังขยะให้มิดชิด          
    10. ถ้าจะร่วมเพศอีกครั้งก็ต้องใช้อันใหม่

 

 

ที่มาข้อมูล
www.clinicrak.com
 
www.condomthai.com
 
www.condombest.com

Posted 22/08/2011 by phacha002 in Uncategorized

เด็กท้องก่อนวัย เรื่องจริงที่ต้องเเก้ไขโดยด่วน (ตอนที่1)

 เด็กท้องก่อนวัย เรื่องจริงที่ต้องเเก้ไขโดยด่วน    
 ที่มา 
http://www.forfund.com/social-work-news/202-teen-pregnant-statistic

 

          สถิติข้างต้น ได้มาจากการเก็บข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์หรือมาคลอดที่โรงพยาบาลในเขตจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์  ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2552 – 31 มีนาคม 2553 จำนวน 23,661 ราย   เป็นการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นจำนวน 5,378 ราย คิดเป็นร้อยละ22.8 และก่อนตั้งครรภ์ในครั้งนี้มีสถานะเป็นนักเรียน / นักศึกษา จำนวน 1,350 รายคิดเป็น ร้อยละ 5.7  อายุต่ำกว่า 18 ปีจำนวน 778 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 3.13 

                                                                                     สรุปสถิตินักเรียนตั้งครรภ์ในวัยเรียน ปี 2553

  

      จากการเก็บข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์หรือมาคลอดที่โรงพยาบาลในเขตจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์  ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2552 – 31 มีนาคม 2553 จำนวน 23,661 ราย   เป็นการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นจำนวน 5,378 ราย คิดเป็นร้อยละ22.8  และก่อนตั้งครรภ์ในครั้งนี้มีสถานะเป็นนักเรียน / นักศึกษา จำนวน 1,350 รายคิดเป็น ร้อยละ 5.7  อายุต่ำกว่า 18 ปีจำนวน 778 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 3.13
         เมื่อพิจารณาจากสถิติข้างต้นเห็นได้ชัดว่าจำนวนเด็กที่ท้องก่อนวัยนั้นมีมากจนตอนนี้ไม่สามารถทราบเเน่ชัด  ทางรัฐบาลเเละชุมชนรวมถึงผู้ปกครองควรจะร่วมกันหาวิธีป้องกันโดยด่วน  เพราะหากไม่ดำเนินการแก้ไขใดๆ คงมีเเต่เด็กที่ท้องมากขึ้นทุกวัน  กรณีนี้ประเทศไทยเองก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้เด็กสามารถนำเด็กที่ตัวเองคลอดไปให้ครอบครัวอุปถัมภ์เลี้ยงโดยตรงได้   ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าประเทศไทยนั้นยังเป็นสังคมเปิดที่ปิดอยู่มาก หมายความว่า ทุกวันนี้เราเล่นอินเตอร์เนต ดูหนังฝรั่ง เรียนเพศศึกษา   เเต่การมีเพศสัมพันธ์ของเด็กวัยรุ่น หรือการซื้อถุงยางอนามัย ก็ยังเป็นเรื่องน่าอายในสังคมไทย พ่อเเม่เองก็ไม่กล้าพูดเรื่องเหล่านี้กับลูก เด็กสาวที่พลาดพลั้งไป ก็รังเเต่จะโดนสังคม ติฉิน นินทา   จริงๆเเล้ววิธีแก้ปัญหานั้น ไม่ได้ซับซ้อน นอกเสียจากว่าหากเราต้องการให้สังคมนี้เป็นสังคมเปิด เราคงต้องพูดเปิดอก คุยกันอย่างจริงจังในเรื่องนี้ เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า

       และจากการที่ผู้เขียนได้ศึกษาเพิ่มเติมใน http://hpe4.anamai.moph.go.th/hpe/mch/teenage_pregnancy.php   ซึ่งเป็นงานวิจัยเรื่อง “การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น อายุต่ำกว่า 20 ปี” (Teenage Pregnancy Under 20 Year Old) ของ น.พ.ชลทิศ  อุไรฤกษ์กุล (M.D.,M.P.H.,M.B.A.) ที่ทำการศึกษาแบบ Cross Sectional Study   โดยการเก็บข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์หรือมาคลอดที่โรงพยาบาลในเขตจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์  ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2552 – 31 มีนาคม 2553 จำนวน 23,661 ราย  เป็นการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นจำนวน 5,378 ราย คิดเป็นร้อยละ22.8  และก่อนตั้งครรภ์ในครั้งนี้มีสถานะเป็นนักเรียน / นักศึกษา จำนวน 1,350 รายคิดเป็น ร้อยละ 5.7 /  อายุต่ำกว่า 18 ปีจำนวน 778 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 3.13  พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
         1. ตั้งครรภ์แรก  ร้อยละ 79  /  ตั้งครรภ์ที่ 2 ขึ้นไป ร้อยละ 21
         2. มีช่วงอายุ 15-19 ปี ร้อยละ 95.9  / ช่วงอายุ 10-14 ปี  ร้อยละ4.1
         3. ร้อยละ 59.3 เป็นการตั้งครรภด้วยความตั้งใจ ส่วนที่เหลือ เป็นการตั้งครรภ์ที่เกิดจากการไม่ได้คุมกำเนิด หรือไม่รู้วิธคุมกำเนิด หรือคุมกำเนิดแต่พลาด
         4. ในกลุ่มที่มีสถานะเป็นนักเรียน นักศึกษาก่อนการตั้งครรภ์
                                        4.1  ต้องการกลับไปเรียนต่อ ร้อยละ  58
                                        4.2 ไม่แน่ใจว่าจะกลับไปเรียนต่ออีก ร้อยละ  24.7 
                                        4.3 และ ไม่คิดว่าจะกลับไปเรียนต่อ ร้อยละ 17.3
        5. อยู่ร่วมกันแบบสามี-ภรรยา  ร้อยละ 96.3  และแยกกันอยู่ ร้อยละ 3.7

ผู้สนใจศึกษาข้อมูลรายงานการวิจัยฉบับเต็ม เพิ่มเติมได้ ที่  http://hpe4.anamai.moph.go.th/hpe/mch/teenage_pregnancy.php

 


 

Posted 30/07/2011 by phacha002 in Uncategorized

เรื่องของถุงยาง(อนามัย)ที่หลายคนไม่เคยรู้

                                                   ถุงยางอนามัย (Condom) มาจากภาษาละติน แปลว่า   ภาชนะที่รองรับ

     เป็นอุปกรณ์คุมกำเนิด ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในขณะร่วมเพศ ทำด้วยวัสดุจากยางพารา หรือโพลียูรีเทน โดยมีทั้งแบบสำหรับผู้ชายและผู้หญิง ส่วนใหญ่ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายใช้โดยใช้สวมครอบอวัยวะเพศชายที่กำลังแข็งตัวในขณะร่วมเพศ โดยเมื่อฝ่ายชายหลั่งน้ำอสุจิแล้ว น้ำอสุจิจะถูกเก็บไว้ในถุงยางอนามัย ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์และยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่น ซิฟิลิส หนองใน และ เอดส์ได้ด้วย  
    
 ถุงยางอนามัยสมัยใหม่ ส่วนมากผลิตจากยางพาราแต่ก็มีบ้างที่ผลิตจากวัสดุอื่นเช่นโพลียูรีเทน    ถุงยางอนามัยสำหรับชายเป็นอุปกรณ์คุมกำเนิดที่ราคาไม่แพง ใช้งานง่าย ผลข้างเคียงน้อย และใช้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ถ้าใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและใช้ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จะทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้เพียง 2%  เท่านั้น
      ถุงยางอนามัยใช้สวมใส่อวัยวะเพศชายเมื่อแข็งตัวเต็มที่ ทำหน้าที่เป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้ตัวเชื้ออสุจิเข้าสู่ช่องคลอด ที่ปลายถุงยางอนามัยจะมี
กระเปาะเล็กๆสำหรับรองรับน้ำอสุจิ  ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของคำว่า Condom ซึ่งแปลว่า ภาชนะรองรับ
      ประวัติของถุงยางอนามัย 
          
 มีหลักฐานการใช้ถุงยางอนามัยครั้งแรกสุดในประวัติศาสตร์ อย่างน้อยเมื่อ 400 ปีที่แล้ว   การใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมสูงสุดตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19    โดยมีหลักฐานปรากฏว่าได้เริ่มมีการใช้ถุงยางอนามัยกันแล้วในแถบยุโรป โดยพบภาพเขียนผนังถ้ำที่ Cambarelles ในประเทศฝรั่งเศส  หลังจากนั้นได้มีการพูดถึงที่มาของชื่อ Condom  ว่ามีที่มาอย่างไร  บางความเชื่อคิดว่ามาจากชื่อของ Dr.Condom ซึ่งได้ผลิตถุงทิชชูถวายพระเจ้าCharles ที่ 2 แห่งอังกฤษ บางความเชื่อ เชื่อว่ามาจากชื่อ Dr.Condon หรือ Colonel Cundum ซึ่งมาจากภาษาลาติน  ซึ่งคำว่า Condom แปลว่าภาชนะที่รองรับ     
           ต่อมา Goodyear and Hancock ได้เริ่มผลิตถุงยางอนามัยโดยทำจากยางที่มีส่วนผสมของกำมะถัน ซึ่งมีทั้งความแข็ง
แรงและความยืดหยุ่น    
          
มีโฆษณาเกี่ยวกับถุงยางอนามัยเกิดขึ้นครั้งแรกโดยหนังสือพิมพ์ The New York Time ในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยข้อความว่า “Dr. Power’s French Preventatives.” เมื่อคริสต์ศักราช 1861 แต่เมื่อมาถึงคริสต์ศักราช 1873 The Comstock Law ได้ห้ามมิให้โฆษณาอุปกรณ์ในการคุมกำเนิดทุกชนิด รวมทั้งอนุญาตให้ไปรษณีย์สามารถริบถุงยางอนามัยที่จำหน่ายทางพัสดุได้ 
         
 ในคริสต์ศักราช 1900  Social hygienists ได้พยายามต่อสู้เพื่อยกเลิกข้อห้ามการใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นผลจากการที่ทหารอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการติดเชื้อจากโรคทางเพศสัมพันธ์ที่ค่อนข้างสูง ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอเมริกามากกว่า 70% ก็ได้ติดโรคทางเพศสัมพันธ์เช่นกัน  ดังนั้นรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงได้เริ่มรณรงค์ให้มีการใช้ถุงยางอนามัยตั้งแต่นั้นมา 
         
 แต่เมื่อมาถึงคริสต์ ศักราช 1960 ได้มีการปฏิวัติในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีผลให้ความนิยมในการใช้ถุงยางอนามัยลดน้อยลง จึงพบว่าเยาวชนนิยมมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย  จนกระทั่งอีก 20 ปีต่อมาได้พบการระบาดของเชื้อ HIV หรือเรียกกันว่าโรค AIDS ซึ่งเป็นผลให้ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์เริ่มตระหนักและหันมานิยมใช้ถุงยางอนามัยอีกครั้งหนึ่ง 
         
 นับตั้งแต่คริสต์ศักราช 1990 จนถึงปัจุบัน  ได้มีการผลิตถุงยางอนามัยออกสู่ตลาดจำนวนมาก และมีหลายแบบให้เลือก ทั้งที่มีสีสันแปลกๆ ผิวเรียบและไม่เรียบ มีกลิ่นและรสผลไม้ รวมทั้งมีรูปทรงที่แปลกๆ มากขึ้น

             ปัจจุบัน ถุงยางอนามัยได้มีการพัฒนาให้มีรูปร่าง สีสัน และกลิ่นต่างๆออกมาให้เลือกใช้กันหลายแบบ  ซึ่งแต่ละแบบได้เน้นวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่ต่างกัน สำหรับต่างประเทศถุงยางอนามัยที่จำหน่ายจะมีแบบแปลกๆให้เลือกหลายชนิด เช่นแบบเรืองแสงในที่มืด  แบบผิวไม่เรียบที่มีลักษณะรูปร่างที่แปลกๆ  ขนาดถุงยางอนามัยโดยทั่วไป จะมีขนาดตั้งแต่ 44-56 mm ความหนา 0.05-0.08 mm โดยมีความยาวเฉลี่ยประมาณ 200 mm (ตามข้อกำหนดต้องยาวไม่ต่ำกว่า 160 mm)   แต่ที่วางจำหน่ายสำหรับคนไทย ส่วนใหญ่จะมี 2 ขนาดคือ 49 mm และ 52 mm (ขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษ) มีทั้งแบบผิวเรียบและไม่เรียบ มีสารหล่อลื่น ผสมสารฆ่าเชื้ออสุจิ มีหลายสี รวมทั้งยังมีกลิ่นและรสผลไม้ให้เลือกตามต้องการ
การวัดขนาดของถุงยางอนามัย     
    ได้มีการกำหนด
คุณภาพมาตรฐาน ของถุงยางอนามัยตามประกาศ ของกระทรวงสาธารสุข       ปี 2535  ซึ่งได้กำหนดประเภทของถุงยางอนามัย ที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ เป็น 13 ประเภท ตามขนาดความกว้าง คือตั้งแต่ขนาด 44 มิลลิเมตร จนถึงขนาด 56 มิลลิเมตร    และกำหนดความยาวของถุงยางวัดจากปลายเปิดจนถึงปลายปิด ไม่รวมส่วนที่เป็นติ่งหรือกระเปาะ ต้องไม่น้อยกว่า 160 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นการกำหนดตามมาตรฐานขององค์การกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ (ISO) ปี ค.ศ. 1990
       การวัดจะใช้
วิธีการวางถุงยางให้แบนราบกับพื้นและวัด หรือ การวัดเส้นรอบวงและหารด้วยสองนั่นเอง ดังนั้น สามารถวัดขนาดเส้นรอบวงของอวัยวะเพศ และหารด้วยสอง ก็จะได้ขนาดอ้างอิงในการเลือกซื้อถุงยางอนามัย    เช่นเส้นรอบวงของอวัยวะเพศ    คือ 152 mm (ประมาณ 6 นิ้ว) หารด้วยสอง เท่ากับ 76 mm   เมื่อซื้อถุงยางอนามัย  ก็สามารถเลือกซื้อแบบ 52 mm ได้เพราะถุงยางอนามัยจะมีการขยายตัวอีก 

วิธีใช้ถุงยางอนามัย
      
 วิธีใช้ถุงยางอนามัยผู้ที่ใช้ต้องใส่และถอดให้ถูกวิธี โดยให้ใส่เมื่ออวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่เท่านั้น บีบปลายกะเปาะไล่ลมแล้วสวมลงบนอวัยวะเพศรูดลงมาจนสุดเมื่อเสร็จการร่วมเพศ ต้องรีบดึงอวัยวะเพศออกขณะยังแข็งตัวอยู่ มิฉะนั้นถุงยางอาจจะหลุดอยู่ในช่องคลอดได้  ต้องดึงออกโดยมิให้น้ำอสุจิไหลออกมาอยู่บริเวณอวัยวะเพศหญิง
 ปัญหาที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัยที่ไม่ถูกต้อง
1.ใช้สารหล่อลื่นไม่ถูกต้อง ทำให้ถุงยางแตกหรือลื่นหลุด 
2.ไม่ใช้ถุงยางอนามัยใหม่แกะกล่อง 
3.ใช้ถุงยางเพียงครั้งแรกเท่านั้น เมื่อมีเพศสัมพันธ์ต่อไปไม่ได้ใช้ถุงยาง 
4.ใช้ถุงยางอนามัยที่เสื่อมสภาพอย่างเห็นได้ชัด 
5.มึนเมาสุราหรือสารเสพติด จึงตัดสินใจถอดถุงยางทิ้งกลางคัน 
6.แกะถุงยางอนามัยออกมาเล่นก่อนมีเพศสัมพันธ์ 
7.ใส่ถุงยางผิดด้านแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ 
8.สำหรับผู้ที่ไม่ได้ขลิบปลายอวัยวะเพศ ต้องดึงหนังหุ้มรูดให้สุดเสียก่อน
ข้อควรระวังในการใช้ถุงยางอนามัย มีดังนี้ คือ
– ห้ามใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นที่มีน้ำมันเป็นตัวละลาย เช่น น้ำมันปรุงอาหาร น้ำมันทาผิว เบบี้ออยส์ วาสลีน เป็นต้น เนื่องจากจะทำลายเนื้อยางของถุงยางอนามัยให้เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว
– ห้ามใช้นานเกิน 30 นาที และ ห้ามนำกลับมาใช้งานซ้ำอีก
– ห้ามใช้ถุงยางอนามัยที่มีการฝังมุก มีขนม้าแซม ฯลฯ เพราะไม่สามารถใช้คุมกำเนิดหรือป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ใด นอกจากนี้อาจจะทำได้เกิดอันตรายและติดเชื้อได้ง่ายอีกด้วย
ถุงยางอนามัยไม่เหมาะสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักจะเกิดแรงเสียดสีมาก และเกิดเลือดออกได้ง่ายจึงไม่ปลอดภัยพอ
การเก็บรักษา   ถุงยางอนามัยควรเก็บรักษาไว้ในที่ไม่ถูกแสงแดดหรือที่มีอุณหภูมิสูง  สังเกตบนฉลากของถุงยางอนามัย การดูเครื่องหมาย อย.พร้อมเลขทะเบียน การดูวันที่ผลิต หรือ วันหมดอายุ ของถุงยางอนามัย การหล่อลื่น/การใช้สารฆ่าเชื้อ และเมื่อยังไม่ได้ใช้ก็ควรเก็บในที่ไม่ร้อน ไม่โดนแดดจัด และไม่เก็บในลักษะที่มีการกดทับ เช่น ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง
ข้อดี
1. หาซื้อง่าย หากปฏิบัติถูกต้องจะมีประสิทธิภาพสูง

2. ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
3. ให้โอกาสฝ่ายชายเป็นผู้คุมกำเนิด
4. ไม่รบกวนภาวะการเจริญพันธ์ หรือประจำเดือน
5. อาจช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูก
ข้อเสียและข้อควรระวัง
1. อาจเกิดอาการแพ้ ลื่นหลุด หรือฉีกขาดโดยเฉพาะหากฉีกซองถุงยางอนามัยโดยไม่ระวัง หรือถุงยางหมดอายุ
2. ทำให้ขั้นตอนการมีเพศสัมพันธ์ไม่ต่อเนื่อง ไม่เป็นธรรมชาติ
3. เมื่อเสร็จกิจฝ่ายชายต้องรีบถอนอวัยวะเพศออกและต้องถอดถุงยางด้วยความระมัดระวัง มิฉนั้นน้ำอสุจิอาจเปรอะเปลื้อน
ผู้ที่ควรใช้
1. คู่หญิง-ชาย ที่มีเพศสัมพันธ์นานๆครั้ง
2. วัยรุ่น หรือผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
3. กรณีที่ไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ หรือรอเพื่อเริ่มต้นคุมกำเนิดวิธีอื่น
ความสะดวก
1. ราคาถูกสามารถหาซื้อง่ายตามร้านทั่วไป โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์
2. แพทย์และเภสัชกรสามารถให้คำปรึกษาได้
ผลการคุมกำเนิด
           1. ผู้ปฏิบัติถูกต้อง 98%
           2. ผู้ใช้โดยทั่วไปเฉลี่ย 88%

ที่มาข้อมูล
www.th.wikipedia.org/
www.lovecondom.com
www.dek-d.com
www.thaisexyclub.com
www.condomthai.com/ 
www.mitthai.com

Posted 27/07/2011 by phacha002 in Uncategorized

ฮอร์โมนคุมกำเนิดชนิดเม็ด

 ยาเม็ดคุมกำเนิด คืออะไร

        ยาเม็ดคุมกำเนิด    คือฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ฝ่ายหญิงใช้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ เป็นฮอร์โมนที่ทำเลียนแบบฮอร์โมนของผู้หญิง คือ เอสโตรเจน(Estrogen) และโปรเจสเตอโรน(Progesterone)  บางชนิดจะมีฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่จะมีทั้ง 2 อย่าง เรียกว่า ชนิดฮอร์โมนรวม ซึ่งนิยมใช้มากกว่า  สตรีทุกคนสามารถเลือกซื้อหาได้ทั่วไปอย่างง่ายดาย   ประชากรทั่วโลกหลายล้านคนเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด เพราะกินง่ายสะดวกและเป็นที่ยอมรับว่าให้ผลในการคุมกำเนิดเป็นอย่างดี  ยาเม็ดคุมกำเนิด มี  2  ชนิด คือ  ชนิดแผงละ  21  เม็ดและชนิดแผงละ  28  เม็ด
      
 ป้องกันการตั้งครรภ์ได้เพราะ  ฮอร์โมนในเม็ดยาทำให้ไม่มีไข่สุกจากรังไข่มูกที่ปากมดลูกเหนียวขึ้นตัวอสุจิผ่านได้ยาก และเยื่อบุโพรงมดลูกไม่เจริญ  จึงป้องกันการตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี
      
ข้อดีในการเลือกใช้ยาเม็ด  มีประสิทธิภาพสูง ใช้ง่าย และไม่ต้องมีข้อปฏิบัติใดๆในขณะร่วมเพศลดอาการที่เกี่ยวกับการมีประจำเดือน เช่น ลดการปวดท้อง  ลดการเสียเลือดมาก  ลดการสูญเสียธาตุเหล็ก  และการเกิดโลหิตจาง  ช่วยให้รอบประจำเดือนสม่ำเสมอลดความเสี่ยงของการอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน  และการตั้งครรภ์นอกมดลูก ลดการเกิดเนื้องอกของรังไข่   และเนื้องอกชนิดธรรมดาของเต้านม  และถุงน้ำรังไข่
ข้อจำกัดของยาเม็ดคุมกำเนิด
 ต้องกินทุกวันเป็นประจำ  ในเวลาใกล้เคียงกัน
 อาจเกิดอาการข้างเคียงในบ้างคน
 ยาเม็ดคุมกำเนิดบางชนิดไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ให้นมบุตร
อาการข้างเคียงที่อาจพบได้
 คลื่นไส้  อาเจียน 
 น้ำหนักเพิ่ม
 ปวดศีรษะ  หรือเวียนศีรษะ
 คัดตึงเต้านม
  
สตรีที่กินยาคุมกำเนิดแล้วมีอาการปวดท้อง   เจ็บหน้าอก  ปวดศีรษะรุนแรง  ตาพร่ามัว  หายใจไม่สะดวก  ปวดและบวมที่ขา  ตาหรือผิวหนังเป็นสีเหลือง  ควรรีบปรึกษาแพทย์
อาการที่ควรระวัง
 ห้ามใช้ยาเม็ดนี้กับสตรีที่มีโรคเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะมะเร็งระบบปัสสาวะ  โรคเลือด
 มีเลือดออกผิดปกติจากมดลูกโดยไม่ทราบสาเหตุ
 การใช้ยาเม็ดอาจเพิ่มความรุนแรงของโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด  ประเภทที่ทำให้หลอดเลือดแตกตีบ  หรืออุดตัน
ผู้ที่ไม่ควรใช้ยานี้  ได้แก่
      สตรีที่เป็นเบาหวาน โรคตับผู้ที่เป็นลมชัก  มีอาการเกี่ยวกับลิ้นหัวใจด้ายซ้าย  มะเร็งเต้านม     ปวดหัวแบบไมเกรนรุนแรง
 สตรีอายุ 35 ปี หรือมากกว่า  และสูบบุหรี่
 สตรีที่ตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์
 สตรีที่เป็นหรือสงสัยเป็นมะเร็งเต้านม
ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์
การใช้ยาเม็ดอย่างถูกต้อง กินเป็นประจำไม่หลงลืม  อาจจะเกิดการตั้งครรภ์ได้ร้อยละ1 หากลืมกินยาหรือใช้ไม่ถูกต้องอัตราการตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ  1.5  – 8.0  
       วิธีกินยาเม็ดคุมกำเนิด
        เนื่องจากต้องกินยาเม็ดนี้ติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วันไปแล้ว จึงจะให้ผลทางการป้องกันการตั้งครรภ์  จึงควรปฏิบัติดังนี้เพื่อให้เกิดผลสูงสุด  คือ
1.ให้เริ่มกินยาเม็ดแรกที่ลูกศรชี้  ภายใน 5 วัน  นับจากวันแรกที่มีประจำเดือน  และในช่วง  10  วันแรกของการกินยาคุมแผงแรกหากจะมีการร่วมเพศ ควรใช้ถุงยางอนามัยด้วย 
2. กินยาวันละ 1  เม็ดทุกวันหลังอาหารเย็น  หรือก่อนนอน
3. กินยาเม็ดต่อไปเรียงตามลำดับ  ตามแนวลูกศรจนยาหมดแผง 
4. เมื่อกินยาหมดแล้ว สำหรับยาประเภทแผงละ  28  เม็ดให้กินยาแผงใหม่ต่อไปได้เลย  ถ้าเป็นชนิดแผงละ   21   เม็ดให้เว้นไป  7  วัน  แล้วจึงเริ่มกินยาแผงใหม่


ลืมกินยาในบางวันต้องทำอย่างไร
            หากลืมกินยาเพียง  1  เม็ด  ให้รีบกินยาทันทีที่นึกได้ และกินยาเม็ดต่อไปตามเวลาปกติ หากลืมกินยาตั้งแต่  2  เม็ดขึ้นไปให้กินยาต่อไปตามปกติจนหมดแผง  ในระหว่างนี้ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์กับสามีต้องให้สามีสวมถุงยางอนามัยจนกว่าจะมีประจำเดือนมาและเริ่มกินยาแผงใหม่
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดใช้หลังร่วมเพศ หรือยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน
        
 ยาชนิดนี้นิยมใช้ในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันล่วงหน้า โดยที่ผู้ใช้ไม่ทราบผลข้างเคียงของยา ยากลุ่มนี้มีทั้งแบบฮอร์โมนชนิดเดียวและชนิดฮอร์โมนรวม โดยแต่ละชนิดจะมีวิธีกินต่างกัน  ส่วนมากนิยมใช้ชนิดที่กินหลังมีเพศสัมพันธ์ทันที เพราะใช้ง่าย แต่เนื่องจากยามีฮอร์โมนขนาดสูงมากจึงเกิดอาการข้างเคียงสูงกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดอื่น  ผู้ใช้จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างมาก มีเลือดออกผิดปกติ  ผลของการป้องกันตั้งครรภ์ยังต่ำกว่าการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรวม ถ้าผิดพลาดอาจจะเกิดการตั้งครรภ์ได้เหมาสำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย หรือใช้ในกรณีที่ถูกข่มขืน

ที่มาข้อมูล
http://www.clinicrak.com
http://www.pharm.chula.ac.th
www.women.thaiza.com
www.variety.teenee.com

Posted 27/07/2011 by phacha002 in Uncategorized

เรื่องมหัศจรรย์ของเพศหญิง

ระบบสืบพันธุ์หญิง แบ่งออกเป็นระบบสืบพันธุ์ภายนอก และระบบสืบพันธุ์ภายใน  
         

ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
อวัยวะที่สำคัญในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ประกอบด้วย
1. รังไข่ (Ovary)  มีรูปร่างคล้ายเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ยาวประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร  หนา  1 เซนติเมตร   มีน้ำหนักประมาณ 2 – 3 กรัม และมี 2 อัน อยู่บริเวณปีกมดลูกแต่ละข้าง ทำหน้าที่ดังนี้
      1.1 ผลิตไข่ (Ovum) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิงโดยปกติไข่จะสุกเดือนละ 1 ใบจากรังไข่แต่ละข้างสลับกันทุกเดือน และออกจากไข่ทุกรอบเดือนเรียกว่า การตกไข่ ตลอดช่วงชีวิตของเพศหญิงปรกติจะมีการผลิตไข่ประมาณ 400 ใบ คือเริ่มตั้งแต่อายุ 12 ปี ถึง 50 ปี จึงหยุดผลิต เซลล์ไข่จะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 24 ชั่วโมง
       1.2 สร้างฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ที่สำคัญได้แก่
              1) เอสโตรเจน (Estrogen) เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับมดลูก ช่องคลอด ต่อมน้ำนม และควบคุมลักษณะ ต่าง ๆ ของเพศหญิง เช่น เสียงแหลมเล็ก ตะโพกผาย หน้าอกและอวัยวะเพศขยายใหญ่ขึ้น เป็นต้น
              2) โปรเจสเตอโรน (Progesterone) เป็นฮอร์โมนที่ทำงานร่วมกับเอสโตรเจนในการควบคุมเกี่ยวกับการเจริญของมดลูก การเปลี่ยนแปลงเยื่อบุมดลูกเพื่อเตรียมรับไข่ที่ผสมแล้ว
2. ท่อนำไข่ (Oviduct) หรือ ปีกมดลูก (Fallopian) เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างรังไข่ทั้งสองข้างกับมดลูก ภายในกลวง มีเส้นผ่านศูนย์ประมาณ 2 มิลลิเมตร มีขนาดปกติเท่ากับเข็มถักไหมพรหม ยาวประมาณ 6 – 7 เซนติเมตร หนา  1 เซนติเมตร ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูก โดยมีปลายข้างหนึ่งอยู่ใกล้กับรังไข่เรียกว่า ปากแตร (Funnel) บุด้วยเซลล์ที่มีขนสั้น ๆ ทำหน้าที่พัดโบกไข่ที่ตกลงมาจากรังไข่ให้เข้าไปในท่อนำไข่ ท่อนำไข่เป็นบริเวณที่อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่
3. มดลูก (Uterus) มีรูปร่างคล้ายผลชมพู่ หรือรูปร่างคล้ายสามเหลี่ยมหัวกลับลง กว้างประมาณ 4 ซ.ม. ยาวประมาณ 6 – 8 ซ.ม. หนาประมาณ 2 ซ.ม. อยู่ภายในกระดูกเชิงกราน ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับทวารหนัก ภายในเป็นโพรง  เรียกว่า โพรงมดลูก  ประกอบด้วยเยื่อบุ  3 ชั้น ทำหน้าที่เป็นที่ผังตัวของไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว และเป็นที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์   ชั้นในสุดจะเป็นส่วนที่หลุดลอกและทำให้เกิดประจำเดือน
4. ช่องคลอด (Vagina)    อยู่ต่อจากมดลูกลงมา ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่มดลูก เป็นทางออกของทารกเมื่อครบกำหนดคลอดและยังเป็นช่องให้ประจำเดือนออกมาด้วย โดยทั่วไปจะยาวประมาณ 9  ซ.ม.   
5. คลิตอริส ( Clitoris)  ประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่แข็งตัวได้คล้ายองคชาตของผู้ชาย ยาวประมาณ 2.5 ซ.ม.และโค้งไปข้างหน้า มีเนื้อเยื่อประสาทอยู่เช่นเดียวกับองคชาต
   
         
ในหญิงสาวบริสุทธิ์ จะมีเยื่อบางๆรูปพระจันทร์เสี้ยวหรือรูปแผ่นกลมปิดบางส่วนของช่องคลอด เรียกว่า เยื่อพรหมจารี  ( HYMEN)  แต่ในหญิงที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์หรือคลอดบุตรแล้ว จะเหลือเป็นขอบ กะรุ่งกะริ่งอยู่รอบช่องคลอด

ที่มาข้อมูล/รูปภาพ
www.dekdee.com
www.thainame.net
www.student.mahidol.ac.th
www.thaigoodview.com

Posted 27/07/2011 by phacha002 in Uncategorized

ระบบสืบพันธุ์ชาย

อวัยวะเพศภายนอกของชาย ประกอบด้วยองคชาต  และถุงอัณฑะ ภายในถุงอัณฑะจะมีลูกอัณฑะ ซึ่งจะได้แยกอธิบายดังนี้
1.อัณฑะ เป็นต่อมรูปไข่ มี 2 อันทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ และสร้างฮอร์โมนเพศชายเพื่อควบคุมลักษณะต่างๆของเพศชาย เช่น การมีหนวด เครา เสียงห้าว ภายในอัณฑะประกอบด้วย หลอดสร้างอสุจิ มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ มีข้างละประมาณ 800 หลอด ยาวทั้งหมดประมาณ 800 เมตร
2.ถุงหุ้มอัณฑะ อยู่นอกช่องท้อง ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมในการสร้างตัวอสุจิ ซึ่งอุณหภูมิจะต่ำกว่าในร่างกายประมาณ 3-5 องศาเซลเซียส
3.หลอดเก็บอสุจิ อยู่ด้านบนของอัณฑะ มีลักษณะเป็นท่อๆเล็ก ยาวประมาณ 6 เมตร ขดไปมาทำหน้าที่เก็บตัวอสุจิ
4.หลอดนำตัวอสุจิ ทำหน้าที่ลำเลียงตัวอสุจิไปเก็บที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ
5.ต่อมสร้างนำเลี้ยงอสุจิ ทำหน้าที่สร้างอาหารเพื่อเลี้ยงตัวอสุจิ
6.ต่อมลูกหมาก อยู่ตอนต้นของท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่หลั่งสารที่มีฤทธิ์เป็นเบสอ่อนๆ เข้าไปในท่อปัสสาวะ
7.ต่อมคาวเปอร์ ทำหน้าที่ หลั่งสารหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะเกิดการกระตุ้นทางเพศ ทำให้ตัวอสุจิเคลื่อนที่เร็วขึ้น
     โดยทั่วไป เพศชายจะเข้าสู่วัยที่สร้างตัวอสุจิ เมื่ออายุประมาณ 12-13 ปี สร้างไปตลอดชีวิต การหลั่งอสุจิแต่ละครั้งจะมีของเหลวออกมาประมาณ 3-4 ลบซม. ตัวอสุจิประมาณ 350-500 ล้านตัว ผู้ที่มีตัวอสุจิต่ำกว่า 30 ล้านตัวนั้นจะเป็นหมัน ตัวอสุจิเคลื่อนที่ได้ประมาณ 1-3 มิลิเมตร ต่อนาที ตัวอสุจิเมื่อเคลื่อนที่ออกภายนอกมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2-3 ชม.ถ้าอยู่ในมดลูกผู้หญิงจะอยู่ได้ นานถึง 24-48 ชม. ตัวอสุจิที่ถูกสร้างจะถูกนำไปเก็บไว้ที่ถุงผลิตน้ำอสุจิ หรือถุงพักน้ำกาม ต่อจากนั้นจะมีท่อหลั่ง น้ำกาม นำน้ำกามมาสู่ท่อปัสสาวะ ปกติน้ำกามจะถูกสร้างและนำมาเก็บสะสมไว้ ที่ถุงพักน้ำกามนี้ตลอดเวลา เมื่อน้ำอสุจิมีจำนวนมาก ก็จะมีความรู้สึกทางเพศ และมีความต้องการทางเพศสูงกว่าปกติ และจะเกิดการขับน้ำกามที่กำลังจะล้นนี้ออกมาเองทางท่อปัสสาวะภายใต้กลไกทางจิตใจในตอนกลางคืน ความรู้สึกทางเพศจะกระตุ้นให้เกิดความฝันทางเพศ เช่น ฝันว่าได้กอดจูบหรือร่วมเพศ แล้วจะเกิดความรู้สึกทางเพศอย่างสูงจนหลั่งน้ำอสุจิออกมาในขณะหลับ เรียกว่า “ฝันเปียก” ปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นภาวะทางธรรมชาติและแสดงว่าร่างกายเริ่มมีการสร้างน้ำอสุจิอย่างต่อเนื่องด้วยอิทธิพลของฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งก็แสดงว่าเริ่มเข้าสู่    วัยรุ่นนั่นเอง

 

อวัยวะเพศชาย (pennis)
    เป็นกล้ามเนื้อที่หดและพองตัวได้คล้ายฟองน้ำ ในเวลาปกติจะอ่อนและงอตัวอยู่ แต่เมื่อถูกกระตุ้นจะเเข็งตัวเพราะมีเลือดมาคั่งมาก  ภายในจะมีท่อปัสสาวะทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิและน้ำปัสสาวะ
     น้ำอสุจิแต่ละครั้งที่หลั่งออกมาประกอบด้วยตัวอสุจิและน้ำหล่อเลี้ยงต่างๆประมาณครั้งละ 3 ลบ.ซม. จำนวนอสุจิประมาณ 300-500 ล้านตัว  ตัวอสุจิมีขนาดเล็กมากมีลักษณะคล้ายลูกอ๊อด ประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนหาง   มีอายุ48 ชั่วโมงเมื่อเข้าไปในมดลูก
ส่วนประกอบอวัยวะเพศชาย
องคชาต (Penis) ลักษณะเป็นท่อนยาว อยู่ภายนอกร่างกายของเพศชาย  ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของปัสสาวะและน้ำกาม ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อฟองน้ำ (corpus cavernosum) 1 คู่ และท่อปัสสาวะ บางส่วน  กล้ามเนื้อลักษณะฟองน้ำ ทำหน้าที่ในการกักเก็บเลือด เมื่อมีอารมณ์ทางเพศทำให้เกิดการแข็งตัวขององคชาต เพื่อให้สามารถสอดใส่องคชาตเข้าไปภายในช่องคลอดของเพศหญิง ที่ปลายองคชาติเป็นจุดรวมของเส้นประสาท ซึ่งไวต่อการกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ซึ่งส่วนนี้เปรียบเทียบได้กับคลิตอริสของเพศหญิง

 

ที่มาข้อมูล
www.sahavicha.com
www.school.net.th/
http://www.guru.sanook.com
http://www.panyathai.or.th
http://www.th.wikipedia.org

 

Posted 27/07/2011 by phacha002 in Uncategorized